บทที่ 2
เธอหันหลังเดินจากมา แม้จะโซซัดโซเซแต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหงษา ความว่างเปล่าของห้องรับแขกกลับตอกย้ำความรู้สึกเย้ยหยันในใจ ที่นี่ไม่เคยมีความอบอุ่นของคำว่า "บ้าน" มีเพียงความยะเยือกและความโดดเดี่ยวที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เธอก้มลงมองรอยช้ำและคราบเลือดที่ฝ่ามือ ความคิดในใจเริ่มตกผลึกชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
"ไปซะ... ต้องไปเดี๋ยวนี้..." เธอพร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต้องไปจากวินทร์ ไปจากชีวิตแต่งงานที่มอบให้แต่ความทุกข์ทรมานนี้
มิเช่นนั้น เธอคงต้องตายทั้งเป็นในหลุมโคลนแห่งความสิ้นหวังนี้อย่างแน่นอน
ญาณิดาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า เดินเข้าห้องทำงานแล้วเปิดคอมพิวเตอร์
นิ้วเรียวกดลงบนแป้นพิมพ์ ทีละตัวอักษร จนปรากฏเป็นคำว่า"หนังสือสัญญาหย่า"
เนื้อหานั้นเรียบง่าย ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ร่างเสร็จ
เธอไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ขอเพียงแค่ตัวเปล่าเล่าเปลือยเดินออกจากบ้านหลังนี้
คิดดูแล้ว ผลลัพธ์นี้คงเป็นสิ่งที่วินทร์ต้องการเห็นเช่นกัน
อาจเป็นเพราะจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลังจากสั่งพิมพ์เอกสาร ญาณิดากลับจ่าหน้าซองที่อยู่ผิดเป็นบ้านเก่าของตระกูลบุญศิริ
ดังนั้น คนแรกที่ได้เห็นหนังสือสัญญาหย่าฉบับนี้จึงไม่ใช่วินทร์ แต่เป็นจันทร์เพ็ญ
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ประตูรั้วของคฤหาสน์ตระกูลหงษาก็ถูกทุบเสียงดังสนั่น
ญาณิดาที่ไม่ได้ข่มตานอนมาทั้งคืน เดินไปเปิดประตูด้วยใบหน้าซีดเซียว
ทว่าทันทีที่ประตูเปิดออก ฝ่ามือหนัก ๆ ก็ฟาดลงบนใบหน้าของเธออย่างจัง
"ญาณิดา! นังลูกเนรคุณ! อธิบายมาเดี๋ยวนี้! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!"
จันทร์เพ็ญที่กำลังโกรธจัดปาหนังสือสัญญาหย่าใส่หน้าญาณิดาอย่างแรง จนกระดาษปลิวว่อนกระจายเกลื่อนพื้น
ญาณิดายืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ สายตามองไปที่คำว่า "หนังสือสัญญาหย่า" ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปที่ตาตุ่ม
"แม่คะ... คือหนู..."
"ไม่ต้องมา 'หนู' กับฉัน!"
จันทร์เพ็ญไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อธิบาย ชี้หน้าด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย
"แกกล้าดียังไงมาขอหย่า? แกไม่รู้หรือไงว่าถ้าหย่าแล้ว พวกเราทุกคนในบ้านจะไม่มีอะไรกิน จะให้ไปนั่งกัดก้อนเกลือกินหรือไง!"
"ตระกูลหงษายอมรับแกเป็นสะใภ้ ก็นับว่าเป็นบุญวาสนาที่แกทำมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว! นอกจากหน้าตาสวย ๆ นี่ แกยังมีประโยชน์อะไรอีก? ผู้หญิงที่มีมลทินแปดเปื้อนอย่างแก ยังกล้าสำคัญตัวผิดอีกเหรอ!"
ถ้อยคำเหล่านี้กรีดลึกลงไปในหัวใจของญาณิดาราวกับน้ำร้อนลวก
ความน้อยเนื้อต่ำใจและความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานหลายปี ระเบิดออกมาในวินาทีนั้น
เธอเงยหน้าขึ้น สบตาผู้เป็นแม่ด้วยแววตาที่เย็นชาเป็นครั้งแรก
"วาสนาเหรอคะ? วาสนาที่ต้องนอนรอความตายบนเตียงผ่าตัดให้คนเขาเชือดน่ะเหรอ? วาสนาที่ถูกสามีตัวเองประจานให้อับอายต่อหน้าธารกำนัลเหมือนหมูเหมือนหมา? หรือวาสนาที่โดนคนเขาชี้หน้าด่าว่าเป็นหญิงแพศยา! วาสนาแบบนี้... หนูรับไม่ไหวหรอกค่ะ"
จันทร์เพ็ญผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ ก่อนที่ความโกรธจะพุ่งพล่านยิ่งกว่าเดิม
"นังลูกทรพี! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะถึงกล้าพูดกับฉันแบบนี้! ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลบุญศิริเลี้ยงดูแกมา ป่านนี้แกคง..."
"คงเป็นยังไงคะ? ตายไปแล้วเหรอ? ถ้าตายไปก็คงดีกว่าต้องทนอยู่แบบนี้!"
ญาณิดาสวนกลับด้วยอารมณ์ที่พุ่งถึงขีดสุด ทันใดนั้นโลกตรงหน้าก็มืดดับลง
ความวิงเวียนศีรษะเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง พร้อมกับความเจ็บปวดราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงในดวงตา
เธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ยกมือขึ้นกุมดวงตาแล้วเซถอยหลังไปชนกับตู้โชว์ตรงโถงทางเดิน
แจกันดอกไม้บนตู้ร่วงลงมากระแทกพื้น แตกกระจายเสียงดังเพล้ง
"อย่ามาสำออย! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!"
จันทร์เพ็ญคิดว่าลูกสาวแกล้งทำ แต่ไม่นานก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
ญาณิดาเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เปลือกตาปิดสนิท
จันทร์เพ็ญเริ่มทำตัวไม่ถูก แต่พอตั้งสติได้ แทนที่จะเข้าไปดูอาการ กลับใช้น้ำเสียงที่เย็นชายิ่งกว่าเดิม
"นี่ไงผลกรรมที่แกไม่เชื่อฟังฉัน! จำไว้นะญาณิดา ถ้าแกกล้าหย่ากับคุณวินทร์ ชีวิตแกจะตกต่ำยิ่งกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า! ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ตาบอดเลย ต่อให้แกไปนอนตายข้างถนน ก็ไม่มีใครเขาชายตามองแกหรอก!"
คำพูดเหล่านั้นไหลผ่านหูญาณิดา แต่กลับทำให้หัวใจของเธอจนด้านชา
ความเจ็บปวดที่ดวงตาเริ่มทุเลาลง การมองเห็นเริ่มกลับคืนมาบ้าง เธอพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น พิงตู้โชว์พลางหอบหายใจ
"พูดจบหรือยังคะ?" เสียงของเธอแหบพร่ายิ่งนัก "ถ้าจบแล้ว... เชิญกลับไปได้เลยค่ะ"
จันทร์เพ็ญทำท่าจะด่าต่อ แต่พอเจอกับสายตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึกของญาณิดา ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างประหลาด
สุดท้ายจึงทำได้แค่สะบัดหน้า ทิ้งท้ายด้วยประโยคว่า "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ" แล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกจากบ้านไป ปิดประตูดังปัง
ความเงียบสงัดกลับคืนสู่คฤหาสน์หลังใหญ่อีกครั้ง
ญาณิดาคลำหาหนังสือสัญญาหย่าบนพื้น หยิบมันขึ้นมากอดไว้แนบอกแน่น
ระหว่างทางไปโรงพยาบาล
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรออกไปยังเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ
เสียงสัญญาณรอสายดังอยู่นานกว่าปลายสายจะกดรับ
เสียงของวินทร์ดังลอดมา เย็นชาและเจือไปด้วยความรำคาญ "มีอะไร? ผมยุ่งอยู่"
ญาณิดาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
"คุณวินทร์คะ เราหย่ากันเถอะ ฉันเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว ฉันไม่ขอรับสินสมรสใด ๆ ทั้งสิ้น"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้น
"เล่นตัวเรียกร้องความสนใจอีกแล้วเหรอ? หรือตระกูลบุญศิริคิดแผนใหม่ขึ้นมาได้อีกล่ะ? คิดว่าทำแบบนี้แล้วผมจะหันไปมองคุณงั้นสิ?"
"ในเมื่อคุณอยากหย่านัก ก็ได้... ผมจะสนองให้ แต่อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน"
สายถูกตัดไป
ญาณิดาลดโทรศัพท์ลงช้า ๆ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
เสียใจเหรอ?
สิ่งเดียวที่เธอเสียใจ คือการที่ไม่ได้เดินออกมาจากชีวิตเขาให้เร็วกว่านี้
เรื่องหย่าดูเหมือนจะตกลงกันได้อย่างง่ายดายจนน่าใจหาย
ญาณิดาแจ้งข่าวนี้ให้จันทร์เพ็ญทราบ โดยไม่สนใจเสียงโวยวายเกรี้ยวกราดที่ตามมา
เธอคิดว่าจันทร์เพ็ญคงจะอาละวาดจนบ้านแตก แต่ผิดคาด ผ่านไปสองวัน เธอกลับได้รับสายจากจันทร์เพ็ญ
น้ำเสียงของมารดาอ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ แถมยังเจือไปด้วยความเอาอกเอาใจ
"นิดาลูก... เมื่อวานแม่ผิดเอง แม่โมโหจนหน้ามืดตามัว เลยละเลยความรู้สึกของลูกไป ในเมื่อลูกอยู่แล้วไม่มีความสุขอยากจะหย่า แม่ก็เคารพการตัดสินใจของลูกนะ เก็บข้าวของกลับมาบ้านเราเถอะ เย็นนี้เรามาทานข้าวด้วยกัน แม่มีเรื่องอยากจะคุยกับลูกตั้งเยอะแหนะ"
ญาณิดาเม้มริมฝีปากแน่น ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล
แต่ความโหยหาความรักจากครอบครัวที่ฝังรากลึก ทำให้เธอยังคงมีความหวังอันริบหรี่
บางที... หลังจากหย่าแล้ว ความสัมพันธ์แม่ลูกอาจจะดีขึ้นก็ได้?
ญาณิดาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะตอบตกลง "ค่ะแม่"
เมื่อวางสาย ญาณิดากำโทรศัพท์ที่เริ่มอุ่นขึ้นไว้ในมือ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านที่สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ
ข้างกายเธอมีเพียงกระเป๋าเดินทางใบเล็กหนึ่งใบ
ในเมื่อตัดสินใจจะหย่าแล้ว ที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่ที่ของเธออีกต่อไป
เธอกดความเจ็บปวดที่จุกแน่นในอก แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทาง เดินออกจากประตูบานใหญ่ที่แสนหนักอึ้งนั้นไป
หลายชั่วโมงผ่านไป ความมืดแห่งรัตติกาลเริ่มปรากฏ
ประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลหงษาเปิดออกอีกครั้ง รถหรูของวินทร์แล่นเข้ามาจอด
ชายหนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ แต่เมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าและความเงียบงันที่ชวนให้หงุดหงิด
ปกติแล้ว ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่เขากลับมาบ้าน เขาจะต้องเห็นญาณิดาสวมผ้ากันเปื้อนง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารในครัว แสงไฟที่เปิดสว่างไสวช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นบ้าน
แต่วันนี้... ผู้หญิงคนนั้นคงจะอินกับบทบาทเมียขอหย่าจนเกินเหตุ ถึงขั้นเล่นบทหนีออกจากบ้านเพื่อเรียกร้องความสนใจ!
